Articles

BACK TO ARTICLES
FONT SIZE: A A A
Nov 08, 2018

เมื่อร่างกายเราเริ่มย่างเข้าสู่วัย 40 + สิ่งที่ทั้งผู้หญิงหรือชายมักเจอคือภาวะเข้าสู่ วัยทอง ถึงแม้ว่าบางรายจะมาช้ามาเร็วแตกต่างกันไปสำหรับ ในผู้หญิงตามนิยามทางการแพทย์ ระบุไว้ว่า ผู้หญิงที่มีประจำเดือนหรือรอบเดือนขาดหายไปหรือไม่มาติดต่อกัน 12 รอบเดือน ถือว่าบุคคลนั้นหรือผู้หญิงคนนั้นเข้าสู่ภาวะวัยทอง แปลได้โดยง่ายๆก็คือ บุคคลนั้นมีโอกาสน้อยที่จะกลับมามีประจำเดือนได้อีก การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนในผู้หญิงจะส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง ที่ชื่อว่า “เอสโตรเจน” เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีอิทธิพลต่อระบบหลายๆ อย่างในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสมอง กระดูก ผิวหนัง เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนสร้างลดลงจึงส่งผลทำให้มีอาการต่างๆมากมายตามมา ที่เรียกว่า “อาการวัยทอง” ซึ่งโดยแท้จริงแล้วสามารถแสดงอาการได้ทั้งที่มีประจำเดือนอยู่และหมดประจำเดือนไปแล้ว โดยทั่วไปอาการวัยทองจะพบมากในช่วงอายุ 45-55 ปี และใช้ระยะเวลาแสดงอาการรุนแรงโดยเฉลี่ย 1-4 ปี แต่บางรายอาจใช้ระยะเวลาแสดงอาการรุงแรงเป็น 10 ปีขึ้นไปก็มี
วัยทอง ในผู้หญิง ฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกสร้างจากรังไข่ จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปควบคุมอวัยวะเป้าหมายต่างๆให้ทำงานเป็นปกติ โดยผ่านตัวรับเอสโตรเจนที่มีอยู่ในอวัยวะเป้าหมายต่างๆ เช่น สมอง ผิวหนัง ระบบอวัยวะสืบพันธ์ ฯลฯ

อาการวัยทอง ในผู้หญิง

1.อาการร้อนหรือหนาววูบวาบ

เหตุผลของปัญหาร้อนหรือหนาววูบวาบที่มาของปัญหา อาจยังไม่ทราบแน่ชัด เมื่อใดก็ตามทีเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้ว อาการร้อนหรือหนาววูบวาบก็จะลดน้อยลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

2.อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ

ปัญหาเหงื่อออกมากผิดปกติก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับอาการร้อนวูบวาบ นั้นก็คือ เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างฉับพลัน จึงผลทำให้ร่างกายเกิดอาการเหงื่อออกมากผิดปกตินั้นเอง เมื่อใดก็ตามทีเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้ว อาการเหงื่อออกมากก็จะลดน้อยลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

3.ภาวะนอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก

สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย แต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะในส่วนของอาการวัยทองเท่านั้น กล่าวคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีอิทธิพลต่อการสร้างสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ซีโรโทนิน” (serotonin)  ซึ่งสารซีโรโทนินนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนอนหลับ โดยตัวมันเองเป็นสารตั้งต้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นสารเมลาโทนิน ซึ่งสารเมลาโทนินนี้มีหน้าที่เหนี่ยวนำทำให้เกิดการนอนหลับลึก ดังนั้น ถ้าร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงก็ส่งผลต่อการนอนหลับได้ ทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

4.อารมณ์แปรปรวน

อาจเกิดขึ้นในช่วงวัยทอง โดยผู้ที่มีภาวะดังกล่าวอาจจะไม่รู้สึกตัวเองว่ามีอารมณ์ที่แปรปรวน แต่จะมีคนรอบข้างจะเป็นกระบอกเสียงที่สะท้อนกลับมาภาวะด้านอารมณ์ของเรานั้นเปลี่ยนไป จะแสดงออกได้สองลักษณะ อย่างแรก คือ จะมีภาวะอารมณ์หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน หรืออย่างที่สองมีภาวะอารมณ์ซึมเศร้าง่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ตัวอย่างของอารมณ์ซึมเศร้า เช่น นั่งอยู่เฉยๆ ก็ร้องไห้ขึ้นมา ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีไม่มีเรื่องเศร้าใจอะไรที่ต้องร้องไห้ได้เลย บางคนจะเป็นคนคิดมาก บางคนก็คิดเล็กคิดน้อยมากขึ้นกว่าเดิม หรือบางครั้งรู้สึกเบื่อหรือเซ็งในชีวิต

5.อาการเวียนศีรษะ

ในผู้ที่มีอาการวัยทองบางคนจะอาการเวียนศีรษะอาจเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าในผู้ที่มีอาการวัยทองนั้นจะมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยอยู่แล้ว  เมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนจึงส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้

6.ผิวแห้ง และมีฝ้า กระ

อาการผิวแห้งแห้งกร้านนี้ จะเป็นอาการวัยทองที่ค่อยๆมีพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป เหตุผลที่ผิวแห้งกร้าน เป็น ฝ้า กระ “เอสโตรเจน”  เป็นฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงก็จะไปส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวลดลงเช่นกัน ก่อให้เกิดผิวบาง เมื่อผิวบางก็จะมีโอกาสที่ผิวสูญเสียความชื้นในอากาศได้ง่าย ทำให้ผิวแห้งกร้านและเป็นขุยในเวลาต่อมา เมื่อเวลาล่วงเลยนานไป ยิ่งร่างกายมีกระบวนการสร้างเซลล์ผิวที่ผิดปกติไปจากเดิมไปเรื่อยๆก็จะทำให้ปริมาณกระ เพิ่มมากขึ้นไปตามเวลา

7.เล็บเปราะบาง

อาการเล็บเปราะบางมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนมีอิทธิพลต่อความชุ่มชื้นของผิว ดังนั้น เมื่อผิวสูญเสียความชุ่มชื้นไป จะส่งผลให้เล็บเปราะหรือฉีกขาดง่ายตามมา

8.ผมร่วงง่ายผิดปกติ

อาการผมร่วงเป็นอาการหนึ่งที่หลายๆ คนไม่เคยรู้มาก่อนเลยในวัยทอง ผู้หญิงจะมีผมร่วงในหนึ่งวันมีค่าเฉลี่ยคือ 100-120 เส้น   โดยสังเกตเห็นจาก เวลาหวีหรือสระผม จะร่วงที่พื้นหรือติดหวีมากกว่าปกติที่เคยเป็น โดยคอลาเจนใต้ผิวเป็นที่ยึดเกาะของรากผม เมื่อคอลาเจนลดลง จนชั้นของคอลาเจนบาง รากผมจึงมีพื้นที่ยึดเกาะน้อย ไม่แข็งแรง ส่งผลให้ผมร่วงง่ายผิดปกติ และกลไกที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่สุด ที่ทำให้คอลาเจนสร้างลดลงนั้น เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่ลดลงนั้นเอง

9.ช่องคลอดแห้งและความต้องการทางเพศที่ลดลง

อาการช่องคลอดแห้งและความต้องการทางเพศที่ลดลงหรือหลายๆคนจะใช้คำหลีกเลี่ยงว่ามดลูกแห้ง เกิดจากน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ทำให้ขณะมีเพศสัมพันธ์ จะระคายเคืองและแสบภายในช่องคลอด  อารมณ์ก็จะลดน้อยถอยลง ต้นเหตุที่ช่องคลอดแห้งเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนไปมีอิทธิพลต่อการทำงานของต่อมบาร์โธลิน(bartholin gland) ซึ่งต่อมดังกล่าวมีหน้าที่ในการสร้างสารคัดหลั่ง ที่จะช่วยลดการระคายเคืองภายในช่องคลอด เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่ลดลง ส่งผลให้ต่อมบาร์โธลินสร้างสารคัดหลั่งลดลง จึงทำให้ช่องคลอดแห้งตามมา ในส่วนของความต้องการทางเพศที่ลดลงนั้น สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การนอนไม่หลับ การหลับได้ไม่ลึก ทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า เมื่อมีความเหนื่อยล้ามากขึ้น ความต้องการทางเพศก็จะลดลงตามมา

10.ประจำเดือนมาผิดปกติ

อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือผิดปกติจากเดิมที่เคยเป็นจะมีอาการที่เกิดขึ้น ได้ 2 ลักษณะ อย่างแรก คือ การที่ยังคงมีรอบประจำเดือนมาตรง 28 วันตามปกติ แต่ปริมาณของประจำเดือนมาลดน้อยถอยลงไปจากเดิม  อย่างที่สอง คือ การมาของรอบประจำเดือนมีการเลื่อนเข้าหรือออกมาไม่ตรงรอบ 28 วัน  เช่น จาก 28 วันเป็นครั้ง ก็เปลี่ยนเป็น 20 วันเป็นครั้งเป็นต้น หรือ  จาก รอบ 28 วันเป็นครั้ง ก็เปลี่ยนเป็น 35 วันเป็นครั้งเป็นต้น  หรือมีการเลื่อนเข้าออกของรอบประจำเดือนแบบสลับกันก็ได้ กล่าวคือ บางเดือนอาจมีการเลื่อนเข้า บางเดือนอาจมีการเลื่อนออก เป็นต้น เมื่ออายุมากขึ้นไข่ที่มีมาแต่กำเนิดนั้นก็อาจมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์เหมือนตอนหนุ่มสาว ก็ส่งผลให้กระบวนการพัฒนาการของไข่จนกระทั้งไข่ตก เปลี่ยนไป บางเดือนก็จะตกช้า บางเดือนก็จะตกเร็ว หรือ ไม่ตกเลย ก็จะทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติไปจากเดิมนั้นเอง

11.อาการหลงลืมง่าย

อาการหลงลืมง่าย อาการนี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหตุผลของอาการหลงลืมง่าย มาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ที่ไปมีผลต่อการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง สารสื่อประสาทเหล่านี้มีอิทธิพลต่อกลไกการเรียนรู้การจดจำ ซึ่งเมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้ลดหายไป กลไกการเรียนรู้การจดจำก็จะลดประสิทธิภาพลงตามมา ทำให้เกิดอาการหลงๆลืม สำหรับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ขาดหายไปนี้ ยังไปมีผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทถูกทำลายไป เมื่อระยะเวลาของการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกดำเนินการยืดยาวนานแค่ไหน ก็จะส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สูงตามนั้น

 

 

12.โรคกระดูกพรุน

สาเหตุของโรคกระดูกพรุนมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่รับประทาน หรือเกิดจากต่อมไทรอยด์เป็นพิษ แม้กระทั่งการอยู่แต่ในที่ร่มของผู้สูงอายุจึงทำให้ขาดวิตามินดี  แต่ปัจจัยที่สำคัญที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุที่เป็นสตรีวัยทองนั้น ก็คือ การที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างจากรังไข่มีปริมาณลดลง ซึ่งจะไปมีผลโดยตรงต่อกลไกการเพิ่มเนื้อมวลกระดูก ส่งผลให้กลไกการเพิ่มเนื้อมวลกระดูกหยุดชะงักลง จึงเป็นที่มาของกระดูกพรุน นอกจากนั้นแล้ว ยังจะไปมีผลต่อการทำงานของฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH) ที่ควบคุมการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ และยับยั้งการสลายตัวของแคลเซียมออกจากมวลกระดูก

13.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดในข้อและกระดูก

เนื่องจากฮอร์โมนเพศควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเพศชายจะมีลักษณะกล้ามเนื้อใหญ่ เพศหญิงจะมีลักษณะกล้ามเนื้อเล็ก ดังนั้นเมื่อฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่าเอสโตรเจนลดน้อยถอยลงก็จะส่งผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัวก็จะส่งผลให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อยล้าตามมา

สำหรับอาการปวดในข้อและกระดูก สาเหตุลึกๆอาจจะยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด แต่สำหรับข้อมูลที่มีอยู่ น่าจะเกิดจากการสลายตัวของกระดูกมากเกินไป ที่เกิดจากการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างฉับพลัน

14.อาการเหมือนมีไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย

อาการเหมือนมีไฟฟ้าช็อตตามร่างกายเป็นอาการที่พบเจอได้เป็นบางคน ลักษณะเหมือนคนโดนไฟฟ้าบ้านช็อต โดยระยะเวลาการช็อตจะกินเวลาไม่นานมากนัก และในวันหนึ่ง อาจเกิดขึ้นได้หลายๆครั้ง แต่ไม่ได้สร้างอันตรายอะไร เว้นแต่ก่อให้เกิดความรำคาญซึ่งจะไปมีผลเสียต่อสุขภาพจิตของคนเป็น

15.ปัสสาวะบ่อย  แสบและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

โดยปกติของคนเราจะปัสสาวะ 4-6 ครั้งในช่วงกลางวัน และ 0-1 ครั้งในช่วงกลางคืน โดยอาการวัยทองในอาการนี้จะพบว่ามีการปัสสาวะบ่อยกว่าค่าในคนปกติในค่าที่กล่าวมา นอกจากปัสสาวะบ่อยแล้ว สำหรับคนที่เป็นมากๆ เมื่อไอหรือจามจะทำให้ปัสสาวะเล็ดได้ การปัสสาวะแต่ละครั้ง ในบางรายจะมีอาการแสบขณะปัสสาวะร่วมอยู่ด้วย และมักจะเป็นเกือบจะทุกคนในผู้หญิงสูงวัย ทำให้การปัสสาวะแต่ละครั้งจะทรมานอย่างมากสาเหตุก็มาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงนั้นเอง โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนไปมีอิทธิพลต่อการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทุกชนิดในร่างกาย ทำให้เนื้อเยื่อบุผิวในช่องคลอดบางลง และหูรูดปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น จึงเป็นที่มาของการกลั่นปัสสาวะได้ไม่ดี ทำให้ปัสสาวะบ่อยและแสบตามมา

16.คอเลสเตอรอลสูง ลงพุงง่าย

สาเหตุก็มาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มาจากรังไข่สร้างลดลง เมื่อการสร้างฮอร์โมนลดลง การเผาผลาญคอเลสเตอรอลก็ลดลงตามมาเช่นกัน เพราะกระบวนการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจำเป็นต้องใช้คอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้น และอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากฮอร์โมนเอสโตเจนไปมีอิทธิพลต่อการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวต่างๆในร่างกาย เมื่อกลไกการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวลดลง การเผาผลาญคอเลสเตอรอลก็ย่อมลดลงตามมาเช่นเดียวกัน เพราะองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์จำเป็นต้องใช้คอเลสเตอรอลเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง

ส่วนการลงพุงง่ายนั้น เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงไป ไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมดุลระหว่างฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะส่งผลให้ฮอร์โมนเพศชายมีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นต่อมไขมันที่บริเวณหน้าท้องก็จะทำงานมากขึ้น เมื่อรับประทานอาหารหรือออกกำลังกายเท่าเดิม แต่ไขมันก็จะมีการสะสมง่ายมากขึ้น

อาการเป็นวัยทองในผู้ชาย

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ผู้หญิงวัยทอง” หรือวัยหมดประจำเดือนกันมาบ้าง “ชายวัยทอง”

ในทางการแพทย์ อาจอธิบายได้ใกล้เคียงที่สุดว่าคือ “ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศของผู้ชาย” ผู้หญิงวัยทองหลายคนต้องทานยาฮอร์โมนเพื่อปรับสภาพการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกาย ผู้ชายหลายรายก็ต้องทำเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่มีวัยสูงขึ้น โดยบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนจริง แต่บางรายอาจไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น ซึ่งการได้รับฮอร์โมนทดแทนโดยไม่ได้ปรึกาแพทย์ อาจไม่ก่อให้เกิดผลดีกลับ ทำให้มีอาการข้างเคียงและมีอาการไม่พึงประสงค์ติดตามมาได้

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงในเพศชายมีความแตกต่างจากในเพศหญิงมาก แพทย์จำนวนไม่น้อยจึงไม่ยอมรับและเรียกผู้ชายกลุ่มนี้ว่า “ชายวัยทอง” เพราะภาวะพร่องฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในผู้ชาย ไม่ได้เกิดกับผู้ชายทุกคน และมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผิดกับอาการในเพศหญิงที่การหมดประจำเดือนจะเป็นสัญญาณบอกถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป

จากการศึกษาพบว่าเมื่อผู้ชายอายุมากเกินกว่า 60 ปี ก็อาจมีกลุ่มที่ฮอร์โมนเพศชายลดต่ำลง ร้อยละ 50 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 ยังคงมีฮอร์โมนอยู่ในระดับปกติ อาการของผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศนี้มีความหลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจง และอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคและความผิดปกติอื่นๆ ได้เช่นกัน

โดยอาการที่มักเกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมนเพศในผู้ชาย ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง สมรรถภาพทางเพศบกพร่อง แข็งตัวไม่เต็มที่ อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อารมณ์แปรปรวน หลงลืมง่าย และนอนหลับไม่สนิท เป็นต้น ฮอร์โมนที่ลดลงในเพศชาย มีความแตกต่างจากการลดในเพศหญิง จึงทำให้มีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนอาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย โดยมีการคาดการณ์ว่าฮอร์โมนจะค่อยๆ ลดลงร้อยละ 1-2 ต่อปีของปริมาณที่มีอยู่เดิมหลังจากผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี

ฮอร์โมนเพศชายสำคัญ ได้แก่ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งผลิตจากลูกอัณฑะ มีบทบาทหลักในการพัฒนาการทางเพศ ทำให้เด็กผู้ชายแสดงลักษณะของเพศชายเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เช่น มีเสียงห้าว มีหนวด เครา และอวัยวะเพศมีพัฒนาการเติบโต โดยอาศัยอิทธิพลจากต่อมใต้สมองทำให้มีการผลิตฮอร์โมนตามปกติ นอกจากลูกอัณฑะแล้ว ต่อมหมวกไตยังผลิตฮอร์โมนเพศชายได้อีกประมาณร้อยละ 5 แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่าที่ผลิตจากอัณฑะ จึงมีบทบาทไม่มากนัก

ฮอร์โมนเพศชายจะมีระดับสูงขึ้น 3 ช่วง โดยครั้งแรกคือช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อมีการพัฒนาของตัวอ่อน ครั้งที่สองในช่วงอายุ 2-5 เดือน และครั้งที่สามเมื่อวัยรุ่น ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนประมาณร้อยละ 98 จะจับกับโปรตีนในกระแสเลือด อีกร้อยละ 2 จะล่องลอยเป็นอิสระ ทำให้เซลล์ต่างๆ สามารถดึงฮอร์โมนนี้ไปใช้ได้ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นปริมาณโปรตีนที่จะจับกับฮอร์โมนก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้ฮอร์โมนที่มีความเป็นอิสระลดลง

การวินิจฉัยภาวะพร่องฮอร์โมนเพศในเพศชาย การตรวจในห้องปฏิบัติการ

การตรวจเลือดหาฮอร์โมนเพศชายเพียงตัวเดียวมิอาจบอกว่ามีฮอร์โมนเพียงพอหรือไม่ ฮอร์โมนที่เรามีความจำเป็นต้องทราบปริมาณคือฮอร์โมนที่เป็นอิสระไม่ได้จับกับโปรตีน การเจาะเลือดจึงต้องเจาะหาโปรตีนที่จับกับฮอร์โมนด้วย ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามวัย และปริมาณของฮอร์โมนยังมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของวันด้วย แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจหาค่าฮอร์โมนในช่วงเช้า และหากต้องการค่าที่แน่นอนว่าฮอร์โมนเพียงพอหรือไม่ ก็จะต้องเจาะเลือดพร้อมกับค่าของโปรตีนและนำไปคำนวณร่วมกับค่าอื่นๆ เช่น น้ำหนัก เป็นต้น

การรักษา หากพบว่ามีอาการผิดปกติและฮอร์โมนพร่องจริง จึงจะทำการรักษาด้วยการให้ฮอร์โมนเสริม ซึ่งสามารถให้ได้ทั้งในรูปแบบรับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือปิดที่ผิวหนัง ซึ่งแต่ละวิธีจะมีความแตกต่างกัน เรื่องการดูดซึม การเผาผลาญที่ตับ และผลการรักษา ผู้ป่วยจึงควรจะได้รับฮอร์โมนเสริมภายใต้การควบคุมของแพทย์ที่มีความรู้ และต้องติดตามผลด้วย โดยมากเมื่อได้รับฮอร์โมนเสริม จะรู้สึกว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า ความจำดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ความต้องการและสมรรถภาพทางเพศดีขึ้น

พทย์จะควบคุมและส่งตรวจเลือด เพื่อสิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวังได้แก่อาการข้างเคียง และความผิดปกติต่างๆ เช่น ภาวะเลือดข้นจากการผลิตเม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเลือดข้นมากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเลสเตอรอลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อันตราย นอกจากนี้ยังมีค่าเลือดของต่อมลูกหมากซึ่งต้องตรวจสอบเป็นระยะ เพราะหากมีมะเร็งต่อมลูกหมากซ่อนอยู่จะทำให้อาการรุนแรงและโตเร็วได้ จะเห็นได้ว่า “ฮอร์โมนเพศชาย” ที่ว่ามีความสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายมาก แต่หากได้รับฮอร์โมนเสริมโดยขาดความรู้และไม่ได้ติดตามผลอย่างถูกต้องย่อมเป็นอันตราย ถึงแม้จะได้ประโยชน์ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและอารมณ์ที่ดีขึ้น ทำให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ แต่ควรต้องระวังและชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิด ดังนั้น จึงสมควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน เลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

Men’s Health by Apex
ให้คำปรึกษาโดยแพทย์เฉพาะทาง

  • ตรวจภาวะพร่องฮอร์โมน
  • รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพชาย
  • ปรึกษาอาการแข็งตัวไม่เต็มที่
  • เทคโนโลยี Linear Shockwave Therapy
  • P-SHOT FOR MEN (PRP)

Mobile : 088 870 0045  062 709 6747

LIne ID : @apexmen

หรือคลิก LINE:http://line.me/ti/p/%40apexmen

Comments

FacebookTwitterInstagramPinterestLinkedInGoogle+YoutubeRedditDribbbleBehanceGithubCodePenEmail